โจรป่วน! แฮกไลน์-เฟสบุ๊ค รองนายกเทศมนตรีนครเชียงราย ยืมเงินญาติ-เครือข่ายโกยไปนับล้าน ตร.เร่งล่าตัว

เมื่อวันที่ 25 ก.พ.2562 นายปรีชา อนุรักษ์ รองนายกเทศมนตรีนครเชียงราย เปิดเผยว่า ได้มีผู้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย จำนวนหลายคนว่า ได้โอนเงินจำนวนมากเข้าบัญชีธนาคารของบุคคลคนหนึ่งที่อ้างตัวว่าเป็นนายปรีชา ขณะที่นายปรีชา ปฏิเสธว่าไม่ได้รู้เรื่องการขอให้โอนเงินจำนวนดังกล่าว

ทั้งนี้จากการติดตามล่าสุดพบว่าทาง พ.ต.ท.อภิสิทธิ์ อิ่นใจ รอง ผกก.สส.สภ.เมืองเชียงราย ปฏิบัติราชการแทน ผกก.สภ.เมืองเชียงราย และ พ.ต.ท.นเรศ โปเล็ม พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี ได้สอบถามไปยังธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) แล้ว และอยู่ระหว่างติดตามจับกุมผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ขณะเดียวกันจากการตรวจสอบจากพนักงานสอบสวนและธนาคารพบมีผู้เสียหายแล้วจำนวน 5-6 ราย โดยไปแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่แล้วจำนวน 4 ราย ยอดเงินรวมทั้งหมดในระบบประมาณ 500,000 บาท และไม่เป็นทางการคาดว่าไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท

โดยนายปรีชา กล่าวว่า เมื่อเวลาประมาณ ตี 1 วันที่ 24 ก.พ.ที่ผ่านมาได้มีผู้ลักลอบเข้าใช้ไลน์และเฟสบุ๊ค ช่องทางเมสเซนเจอร์ ของตนแล้วได้ส่งข้อความไปถึงทุกคนในเครือข่าย โดยมีข้อความคล้ายกันว่าขอให้โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทยของบุคคลคนหนึ่งโดยอ้างว่าต้องการนำเงินไปทำธุระด่วน เพราะตู้เอทีเอ็มเสีย โดยข้อความกระจายไปทั้ง 2 ทาง ทำให้มีผู้หลงเชื่อโอนเงินเข้าไปจำนวน 5-6 ราย แต่ที่แจ้งความร้องทุกข์อย่างเป็นทางการมี 4 รายๆ แรกโอนเงินให้ตนทันทีจำนวน 43,000 บาทในเวลา ‪03.00 ‬น. และช่วงสายเวลาประมาณ ‪08.00 น.‬ญาติของตนก็โอนให้อีก 54,000 บาท จากนั้น‪เวลา 11.30 น.‬มีผู้โอนเข้าไปอีกจำนวน 50,000 บาท และ‪เวลา 12.00 น.‬จำนวน 67,000 บาท ส่วนผู้ที่ไม่ได้ไปแจ้งความก็อยู่ระหว่างตรวจสอบอีก 2-3 ราย 

นายปรีชา กล่าวด้วยว่า โดยผู้เสียหายแต่ละรายจะได้รับข้อความ และบางรายได้โทรหาตนเพื่อจะสอบถาม แต่จะโทรไม่ติด ไม่รับหรือตัดสายทันที จากนั้นจะได้รับข้อความจากไลน์ และเมสเซนเจอร์ของตนว่าขอยืมเงินราว 40,000- 70,000 บาท เมื่อมีผู้หลงเชื่อโอนเงินเข้าไปแล้วก็จะมีข้อความที่ 2 เข้าไปขอยืมเพิ่มเติมอีกในจำนวนใกล้เคียงกัน ระยะเวลาการส่งข้อความส่วนใหญ่จะเป็นช่วงเวลาประมาณ ‪07.00 น.‬โดยมีอยู่บางรายที่ได้รับช่วงเช้ามืด ซึ่งหลังจากแต่ละคนโอนเงินแล้วก็ได้พยายามโทรศัพท์หรือส่งข้อความตอบกลับมาให้ตนทราบแต่ไม่สามารถติดต่อได้คาดว่าถูกระงับหรือบล็อคข้อความจากผู้ที่แฮกไลน์ ของตน ทำให้กว่าจะรู้ว่ามีการแฮกและมีคนโอนเงินไปเป็นจำนวนมากก็เข้าสู่ช่วงเที่ยงวันของวันที่ 24 ก.พ.ที่ผ่านมา จึงได้ร่วมกับผู้เสียหายที่พบเจอกันไปแจ้งความกับพนักงานสอบสวนดังกล่าว

รองนายกเทศมนตรีนครเชียงราย กล่าวด้วยว่า ปกติผมจะหวงโทรศัพท์มือถือมากไม่ค่อยให้ใครได้ใช้ ไม่เคยใช้ไวไฟอินเตอร์เน็ต ไม่เคยให้ใครได้ใช้แม้แต่คนใกล้ชิด และไลน์กับเมสเซนเจอร์ก็ใช้พาสเวิร์ดที่ไม่เหมือนกันเลย จึงแปลกใจมากมีคนแฮ๊กเกอร์ไปได้อย่างไร และเมื่อมีคนโอนเงินไปแล้วยังทำให้แต่ละคนติดต่อกลับมาที่ผมหรือแม้แต่โทรศัพท์มาหาผมไม่ได้ด้วย และเป็นที่น่าสงสารมากเพราะแต่ละคนที่โอนเงินเข้าบัญชีต่างเป็นคนที่รักชอบพอกับเราดี

มีอยู่รายหนึ่งเป็นน้าของผมได้รับข้อความทางเมสเซนเจอร์ ก็โอนให้ทันที บางคนเป็นเพื่อนกันอยู่กรุงเทพฯ ก็โอนเงินมาให้ ผมมารู้เรื่องก็เมื่อมีคนรู้จักคนหนึ่งได้รับข้อความเหมือนกันและนำเงินสดมาให้ที่บ้านเพราะไม่สะดวกโอนเงิน เมื่อถามไถ่จึงรู้ว่าได้รับข้อความดังกล่าวและเมื่อสอบถามไปยังเครือข่ายคนอื่นๆ พบว่าต่างได้รับข้อความยืมเงินด่วนในลักษณะเดียวกันโดยถ้วนหน้ากัน

“หลังเกิดเหตุทั้งไลน์และเฟสบุ๊คของตนใช้การไม่ได้อีกเลย จึงได้เปลี่ยนไลน์ใหม่แต่คงหมายเลขโทรศัพท์เดิมเอาไว้ ส่วนเฟสบุ๊คก็เสียไปเลยโดยยังไม่ได้เปิดใหม่ ซึ่งตามปกติตนจะมีเพื่อนในไลน์ประมาณ 500 คน แต่มีผู้ได้รับข้อความผ่านทางการร่วมกลุ่มต่างๆ เพิ่มเติมอีกคาดว่ามีนับพันคน ส่วนเฟสบุ๊คตนมีเพื่อนประมาณ 5,000 คน พบว่าต่างได้รับข้อความยืมเงินด่วนนี้กันเป็นจำนวนมาก ทำให้อาจมียอดเงินนับล้านบาทแล้ว ตนจึงขอเตือนให้ทุกคนที่ได้รับอย่างหลงเชื่อและหากติดต่อตนไม่ได้ก็อย่าไปโอนเงินเด็ดขาด ซึ่งก็เชื่อว่าอาจจะมีผู้ที่หลงเชื่อแต่ยังไม่ได้แจ้งความหรือติดต่อตนไม่ได้ก่อนหน้านี้อีกก็ได้ เพราะจากการสอบถามไปยังธนาคารทราบว่าแม้จะมีการระงับบัญชีนี้ไปแล้วแต่ก็ยังมียอดเงินที่โอนเข้าไปอย่างต่อเนื่องทำให้ทราบว่าบัญชีธนาคารนี้อาจใช้ตนเป็นเหยื่อล่อให้คนโอนเงินเข้าไปหรือยังอาจใช้หลอกลวงด้วยไลน์หรือเมสเซนเจอร์ของบุคคลอื่นอีกก็ได้” นายปรีชา กล่าว

รายงานข่าวแจ้งว่า ล่าสุดทางพนักงานสอบสวนได้สอบถามไปยังทางธนาคารได้ทราบชื่อบุคคลที่เป็นเจ้าของบัญชีธนาคารดังกล่าวแล้ว แต่ธนาคารยังไม่เปิดเผยข้อมูลโดยอ้างว่าเป็นความลับของลูกค้าแต่แจ้งได้ว่าทราบชื่อและนามสกุลที่เป็นเจ้าของบัญชีดังกล่าวแล้ว แต่จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่าผู้ที่มีชื่อและนามสกุลดังกล่าวเหมือนกันกลับมี 2 คนโดยอยู่ที่ จ.นครปฐม 1 คนและที่ จ.กาญจนบุรี อีก 1 คนทำให้อยู่ระหว่างตรวจสอบและติดตามเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.