ปิดตำนาน “ดุสิต ไอส์แลนด์ รีสอร์ท เชียงราย” อีก 4 เดือนพบโฉมใหม่ “โรงแรมเดอะ ริเวอร์รี บาย กะตะธานี”

โรงแรมดุสิต ไอส์แลนด์ รีสอร์ท ขณะยังอยู่ในเครือดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล หรือ บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของโรงแรมชั้นนำในพื้นที่ จ.เชียงราย มานาน รวมทั้งได้ชื่อว่าเป็นโรงแรมทันสมัยแห่งแรกๆ ของ จ.เชียงราย ซึ่งในอดีตมีอยู่เพียงไม่กี่แห่งแต่ก็ยังคงรักษามาตรฐานความทันสมัยและสะดวกสบายเอาไว้รองรับแขกทั้งชาวไทยและต่างประเทศที่ไปเยือน จ.เชียงราย ในฐานะโรงแรมชั้นนำเอาไว้ได้อย่างต่อเนื่อง เพราะนอกจากจะตั้งอยู่ใจกลางเมืองและริมฝั่งแม่น้ำกกที่มีทิวทัศน์งดงาม ใกล้สนามบินและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ แล้ว ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกภายในครบครันและมีการบริหารที่ได้รับการยกย่องว่าได้มาตรฐานตลอดมา

แต่ในปัจจุบัน นายสมบัติ อติเศรษฐ์ ประธานบริหารกลุ่มโรงแรมกะตะธานี คอลเลคชั่น และครอบครัวพร้อมด้วยผู้บริหารชุดใหม่ของโรงแรมดุสิต ไอส์แลนด์ รีสอร์ท เชียงราย ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำกก อ.เมือง จ.เชียงราย ได้เข้าซื้อกิจการและบริหารโรงแรมดุสิต ไอส์แลนด์ เชียงราย อย่างเป็นทางการ เพราะได้เห็นการเจริญเติบโตของการท่องเที่ยวในอนาคตของกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงตั้งแต่จีนตอนใต้ เมียนมา สปป.ลาว กัมพูชา และเวียดนาม แล้วเห็นว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีบทบาทมากในภูมิภาคเอเชียและหลายประเทศก็ตื่นตัวโดยมีการลงทุนหลายด้านทั้งสนามบิน รถไฟความเร็วสูง ฯลฯ เชียงรายยังเป็นเมืองธรรมชาติงดงามและเมืองแห่งวัฒนธรรมล้านนาที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนที่อื่นรวมทั้งมีความเป็นโบราณสถาน ตนจึงได้ตัดสินใจขยายธุรกิจโรงแรมไปทางภาคเหนือที่ จ.เชียงราย โดยซื้อโรงแรมดุสิต ไอส์แลนด์ รีสอร์ท เชียงราย ตั้งแต่วันที่ 14 ก.ย.2559 จากนั้นจะมีการพัฒนาปรับให้เป็นรูปแบบหรือสไตล์ของกะตะธานี คอลเลคชั่น คาดว่าตั้งแต่จัดซื้อและพัฒนารวมประมาณ 1,400 ล้านบาท โดยจะมีการปิดปรับปรุงครั้งใหญ่ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.-31 ก.ค.2561 เป็นเวลา 4 เดือน จากนั้นจะเปลี่ยนไปใช้ชื่อว่า “โรงแรมเดอะ ริเวอร์รี บาย กะตะธานี” และใช้ชื่อภาษาจีนว่า “ลี่เจียง ต้าจิ่วเตี้ยน” แปลว่าแม่น้ำที่งดงามเพราะตั้งอยู่ใกล้กับแม่น้ำใจกลางเมืองเชียงรายพอดี

“เราจะเป็นโรงแรม 5 ดาวอย่างแท้จริงเพื่อมุ่งไปที่กลุ่มผู้เข้าพักระดับกลางถึงบน เพราะในอดีตนักท่องเที่ยวเมื่อเข้าพักที่เชียงรายแล้วมักจะอยู่นานแค่ 2-3 คืนเมื่อเที่ยวเสร็จแล้วก็กลับ แต่ถ้าเรามีสิ่งอำนวยความสะดวกควบคู่ไปกับการมีวัฒนธรรม ของเก่าแก่โบราณ ฯลฯ ให้ได้ท่องเที่ยวก็คงจะอยู่ได้นานขึ้นแน่นอน” นายสมบัติ กล่าวและว่า การขยายกิจการที่ จ.เชียงราย ในครั้งนี้จึงเป็นการร่วมกันพัฒนาการที่ยวโดยเพิ่มมูลค่าโดยไม่แข่งขันกับห้องพักโรงแรมต่างๆ เพราะเราเน้นตลาดระดับบนและกลาง ซึ่งราคาเข้าพักก็จะสอดคล้องกับการปรับมาตรฐานดังกล่าวแต่ก็จะมีระดับคนไทยและต่างประเทศด้วย ซึ่งหากเป็นกลุ่มลูกค้าระดับกลาง-ล่าง ก็ไปใช้บริการที่อื่นได้อย่างมากมายทำให้ไม่เกิดการกระจกตัวแต่กระจายรายได้ร่วมกัน

นอกจากนี้เราจะเน้นเชื่อมกับโรงแรมในเครือที่มีอยู่แล้วที่ จ.ภูเก็ต และ จ.พังงา อยู่แล้วจำนวน 6 แห่ง ซึ่งปัจจุบันมีกลุ่มนักท่องเที่ยวไปใช้บริการจำนวนมากโดยเฉพาะกลุ่มยุโรป ออสเตรเลีย และช่วงหลังมีชาวจีนมากขึ้นซึ่งรูปแบบคือการพักผ่อนยาวริมชายทะเลโดยมีกำลังซื้อสูง อย่างไรก็ตามพบว่าบางส่วนก็เดินทางขึ้นสู่ภาคเหนือหรือจากภาคเหนือไปเที่ยวที่ภาคใต้ด้วย ดังนั้นเมื่อเรามีโรงแรมที่ จ.เชียงราย รองรับก็สามารถจัดทำเป็นแพ็คเก็จเชื่อมถึงกันได้ด้วยโดยตนจะพยายามดึงลูกค้าที่ภาคใต้มายัง จ.เชียงราย ให้ได้มากที่สุดต่อไป.