5 กลยุทธ์ทางการตลาด เพื่อการแข่งขันสำหรับธุรกิจ

โลกของการแข่งขันในยุคปัจจุบันนี้ เต็มไปด้วยการต้องการเอาชนะกัน โดยใช้วิธีการต่างๆเพื่อให้ธุรกิจของตนเอง เติบโต ก้าวหน้า ยิ่งใหญ่ สำหรับธุรกิจเล็กก็ต้องการการอยู่รอด ปลอดภัยจากธุรกิจใหญ่ๆ ที่ใช้วิธีการต่างๆ เพื่อดึงดูดลูกค้า ไม่ว่า การลด แลก แจก แถม การโฆษณา การประชาสัมพันธ์ ฯลฯ

สำหรับบทความนี้ เราจะมาทำการแลกเปลี่ยนความรู้ในส่วนของการใช้กลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อการแข่งขันสำหรับธุรกิจ มีดังนี้

1.กลยุทธ์การคิดต่าง หรือ  Think Different มีความสำคัญมากๆ สำหรับคนที่ทำงานด้านการตลาด สตีเวน  จอบส์ (Steve Jobs) ผู้ก่อตั้งแอปเปิลคอมพิวเตอร์หรือ บริษัทแอปเปิล (Apple: Company Co-founder Steve Jobs Has Died) เขาให้ความสำคัญมากๆ เกี่ยวกับการคิดต่าง หรือ Think Different  บริษัทถึงกับออกโฆษณาตามสื่อต่างๆ เกี่ยวกับแนวความคิดนี้  และมีคนเคยถามว่า ทำไมเขาให้ความสำคัญเกี่ยวกับการคิดต่างหรือ Think Different  และมีการวิจัยตลาดหรือการหาความต้องการของลูกค้าน้อยมาก

เขาตอบว่า ในบางครั้งลูกค้าก็ไม่รู้ตัวว่าตนเองต้องการอะไร พร้อมทั้งยกตัวอย่างว่า สมัยของเฮนรี ฟอร์ด คนเรายังไม่มีรถยนต์ใช้ แต่ใช้ม้า ใช้ช้าง ใช้วัว ใช้เกวียน ในการเดินทาง  ถ้าหากเฮนรี ฟอร์ด ทำการวิจัยทางการตลาดว่า ลูกค้ามีความต้องการอะไร ลูกค้ามักจะตอบกลับว่า เขาต้องการม้าที่วิ่งได้ไวที่สุด เขาต้องการเกวียนที่มีประสิทธิภาพที่สามารถบรรทุกของได้เป็นจำนวนมากๆ

และถ้าหากเฮนรี ฟอร์ด สนองความต้องการของลูกค้า รถยนต์คันแรกของโลกก็จะไม่เกิดขึ้น ฉะนั้น สตีเวน  จอบส์ จึงให้ความสำคัญกับการคิดที่แตกต่างเป็นอันมาก และ Think Different จึงเป็นวัฒนธรรมหนึ่งของบริษัทแอปเปิล ที่นำเอามาใช้ในองค์กร จนองค์กรคือ บริษัทแอปเปิล ได้รับการยอมรับว่าเป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกและประสบความสำเร็จอย่างสูง ด้วยความคิดที่แตกต่างสินค้าตระกูล I จึงได้เกิดขึ้น ( iPhone iPad iPod)

2.กลยุทธ์ครบเครื่องเรื่องการสื่อสารการตลาด ภาษาอังกฤษมักเรียกว่า Integrated Marketing Communication หรือเรียกย่อว่า IMC เป็นการพัฒนาการสื่อสารการตลาดที่นำการสื่อสารหลายๆรูปแบบมาผสมผสานกันอย่างต่อเนื่องเพื่อไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

IMC ที่ยอดเยี่ยมมักจะต้อง ใหม่ แปลก ใหญ่ ดัง กล่าวคือ หากทำสื่อต่างๆ ออกมาเหมือนกับคู่แข่งในท้องตลาด ก็จะไม่ได้รับความสนใจจากลูกค้าเท่าที่ควร ตรงกันข้าม หากว่าเราทำสื่อต่างๆออกมาอย่างสร้างสรรค์ให้ 1.ใหม่ 2.แปลก 3.ใหญ่ 4.ดัง หากเป็นลักษณะนี้ ก็จะสร้างความจดจำและเป็นที่ประทับใจของลูกค้าได้มากกว่า

1.ใหม่ คือ ถ้าทำอะไรเป็นเจ้าแรก มักจะทำให้เกิดเป็นที่จดจำได้มากกว่า

2.แปลก คือ ถ้าทำอะไรให้แตกต่างกว่าคนอื่น มากจะได้รับความสนใจที่ดีกว่า

3.ใหญ่ คือ ถ้าทำอะไรให้ยิ่งใหญ่กว่าคู่แข่ง จะทำให้คนมาร่วมงานมาก ภาพลักษณ์ก็จะเหนือกว่า

4.ดัง คือ ถ้าทำอะไรต้องมีการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ให้คนรับรู้ อีกทั้งควรมีคนดังๆ มาร่วมงาน มาเปิดงาน เช่น นักการเมืองดัง นักกีฬาดัง ดารา นักแสดงดัง ก็จะทำให้เป็นที่สนใจ

3.กลยุทธ์การสร้างแบรนด์ เมื่อกล่าวถึง Chevrolet(เชฟโรเลต) มีน้อยคนนักที่จะไม่ทราบว่าคือรถยนต์ ,เมื่อกล่าวถึง STARBUCKS (สตาร์บัคส์) มีน้อยคนที่จะไม่รู้จักว่าคือร้านกาแฟที่ทันสมัย,เมื่อกล่าวถึง GOODYEAR(กู้ดเยียร์)มีน้อยคนนักที่ไม่รู้จักว่าเป็นยางรถยนต์อันดับ 1 , เมื่อกล่าวถึง ROLEX (โรเล็กซ์) มีน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักว่าคือนาฬิการาคาแพง ,เมื่อกล่าวถึง XEROX (ซีร็อกซ์) มีน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักว่าคือเครื่องถ่ายเอกสาร

สินค้าที่กล่าวถึงข้างต้น ล้วนแล้วแต่ผ่านขั้นตอนของการสร้าง แบรนด์ มาด้วยกันทั้งสิ้น หากว่าคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องการออกแบรนด์ใหม่ คุณควรมองหาวิธีที่จะทำให้สินค้า ผลิตภัณฑ์ บริการ ของคุณ แตกต่างจากของเดิม กล่าวคือ ไม่ควรเดินตามเจ้าของตลาดที่มีอยู่เดิมแล้ว แต่คุณควรทำให้เกิดความแตกต่างแล้ว คุณจะประสบความสำเร็จ

ยิ่งหากว่าคุณต้องการเป็น แบรนด์อันดับต้นๆ ของโลก คุณก็ยิ่งจะต้องใช้งบประมาณในการสร้างแบรนด์ Coca-Cola แบรนด์อันดับ 1 ของโลก เป็นที่ 1 ในตลาดน้ำอัดลม ในแต่ละปีบริษัทจะจัดทำงบประมาณในการสร้างแบรนด์อย่างมากมายมหาศาล จนในที่สุด แบรนด์ Coca-Cola  มีมูลค่าถึง 7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมูลค่าของแบรนด์สูงกว่ามูลค่าของสินทรัพย์ที่สามารถจับต้องได้เสียอีก กล่าวคือสูงกว่า 3 เท่า (มูลค่าทรัพย์สินที่จับต้องได้มีมูลค่าเพียง 2.5 หมื่นล้านเหรียญ) แต่ทั้งนี้ Coca-Cola ต้องใช้เวลาในการสร้างถึง 125 ปี เลยทีเดียว  ซึ่งตรงข้ามกับ แบรนด์สมัยนี้ใช้เวลาสร้างเพียง 36 ปี ก็มีมูลค่า แบรนด์สูงใกล้เคียงกัน Coca-Cola นั่นก็คือ Microsoft    (แบรนด์มีมูลค่าถึง 6.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ) ดังนั้น ท่านสามารถสร้างแบรนด์ได้ง่ายกว่าในอดีตอย่างแน่นอน ซึ่งคงต้องอาศัย เวลา กับ ความอดทน จึงจะประสบความสำเร็จในการสร้างแบรนด์

4.กลยุทธ์ยิ่งให้ยิ่งรวย มหาเศรษฐีโลกเป็นจำนวนมาก มักใช้กลยุทธ์นี้ กล่าวคือเป็นผู้ให้มากกว่าเป็นผู้รับ พวกเขามักจะมีความสุขจากการให้มากกว่าการรับ และเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดอย่างหนึ่ง มหาเศรษฐีโลกเหล่านี้ชอบที่จะบริจาคเงินที่ตนเองหามาได้เป็นจำนวนมากๆแก่สาธารณกุศล แต่ยิ่งให้แทนที่ทรัพย์สินเหล่านั้นจะหมดไป พวกเขาเหล่านั้น กลับได้ทรัพย์สินเงินทองคืนมาจากแหล่งอื่นๆ รวมทั้งทำให้พวกเขาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

หากว่าเราโยงเรื่องของการให้ การบริจาค กับเรื่องทางการตลาด การให้ ของมหาเศรษฐีโลก ก็คงไม่แตกต่างกับที่ บริษัทต่างๆทำ CSR หรือ Corporate Social Responsibility (CSR) หมายถึง ความรับผิดชอบต่อสังคม การช่วยเหลือสังคม ซึ่งคือการดำเนินกิจการภายใต้หลักจริยธรรมและการบริหารงานที่ดี เพราะหากว่าลูกค้าหรือประชาชนทั่วโลกได้เห็นคุณงามความดีของมหาเศรษฐีที่ได้ทำไป ประชาชนทั่วโลกก็จะซื้อสินค้าและอุดหนุนสินค้าหรือบริการด้วยความพอใจ อีกทั้งยังช่วยสนับสนุน ส่งเสริม สินค้าต่างๆของมหาเศรษฐีอีกด้วย จึงเท่ากับว่าสิ่งที่มหาเศรษฐีได้ให้ไป ก็ได้ส่งผลมาเป็นการซื้อสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

5.กลยุทธ์การให้การบริการ ในยุคนี้ การแข่งขันเพื่อแย่งชิงลูกค้ามีความรุนแรงมากเมื่อเปรียบเทียบกับในอดีต คุณภาพของสินค้ามีความใกล้เคียงกัน แผนการตลาดมีความใกล้เคียงกัน แต่สิ่งที่สำคัญที่สามารถทำให้เกิดความแตกต่างกันได้ก็คืองานด้านบริการนั่นเอง  ดังคำแนะนำของ ปรมาจารย์ด้านการจัดการสมัยใหม่  ปีเตอร์ ดรักเกอร์ แนะนำว่า อาวุธของการจัดการงานบริหารสมัยใหม่ คือ การบริการที่เป็นเลิศ

การสร้าง Seveic Mind หรือการสร้างหัวใจนักบริการที่ดี จึงเป็นสิ่งที่คุณควรปลูกฝังและสร้างมันให้เกิดขึ้นในองค์กรธุรกิจของคุณ ส่วนใหญ่บริษัท องค์กรธุรกิจมักจะสร้างขึ้นด้วยการฝึกอบรมพนักงาน ถึงแม้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายมากก็ตาม แต่ผลที่ได้กลับคืนมาคุ้มกว่าค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปเป็นอันมาก

อีกทั้งแนวโน้มของธุรกิจบริการในประเทศที่พัฒนาแล้วมีแนวโน้มที่มากขึ้นเพราะประเทศพัฒนาแล้วได้ลดกำลังการผลิตลง แต่ไปเพิ่มในส่วนของธุรกิจการบริการมากขึ้น  เช่น

GE (เจเนอรัลอิเล็กทริก) เดิมทำธุรกิจผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรกล ปัจจุบันหันมาทำธุรกิจด้านบริการทางการเงิน คือ GE Capital ซึ่งมีสาขาทั่วโลก อีกทั้งทำกำไรได้มากกว่าการผลิตเครื่องจักร ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า เสียอีก

IBM เมื่อก่อนผลิตฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์เป็นอันดับ 1 ของโลก ปัจจุบันได้ขายธุรกิจการผลิตคอมพิวเตอร์ทั้งหมดแล้วหันมาทำธุรกิจบริการ เช่น การพัฒนาซอฟแวร์ การให้คำปรึกษาในการวางระบบด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

ทั้ง 5 กลยุทธ์ทางการตลาดข้างต้นนี้ เป็นกลยุทธ์ที่มีความสำคัญมากต่อการแข่งขันในการทำธุรกิจในยุคปัจจุบัน ซึ่งผู้ที่เป็นเจ้าของกิจการ รวมทั้งนักการตลาดจะละเลยไปเสียมิได้

 

โดย..ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก นักพูดและนักเขียน

www.drsuthichai.com